กรกฎาคม 17, 2025

คำถามที่พบบ่อยจากนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย

คำถามที่พบบ่อยสำหรับนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย (Frequently Asked Questions by Foreign Investors in Thailand)

บทความนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยจากนักลงทุนต่างชาติที่กำลังพิจารณาหรือได้เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้ว โดยอธิบายประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย

1. ชาวต่างชาติสามารถจัดตั้งนิติบุคคลประเภทใดได้บ้างในประเทศไทย?

นักลงทุนต่างชาติมีทางเลือกหลายรูปแบบในการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้:

  • บริษัทจำกัด (Limited Company): เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยสามารถจัดตั้งได้ทั้งบริษัทจำกัดเอกชน (Private Limited Company) และบริษัทมหาชนจำกัด (Public Limited Company) บริษัทเอกชนเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ส่วนบริษัทมหาชนมักเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนจากประชาชน หรือเป็นรูปแบบที่กฎหมายกำหนดสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจธนาคาร เป็นต้น
  • สาขาของบริษัทต่างชาติ (Branch Office): บริษัทต่างชาติสามารถจัดตั้งสาขาเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ โดยสาขาจะถือเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ในต่างประเทศ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง
  • สำนักงานผู้แทน (Representative Office): มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินกิจกรรม เช่น การวิจัยตลาด การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และการจัดหาผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ สำนักงานผู้แทนไม่สามารถสร้างรายได้ในประเทศไทยได้ แต่ยังคงมีหน้าที่จัดทำและยื่นงบการเงินต่อหน่วยงานราชการเป็นประจำทุกปี
  • ห้างหุ้นส่วน (Partnership): อาจอยู่ในรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมักไม่ค่อยเลือกใช้รูปแบบนี้มากนัก เนื่องจากมีประเด็นเรื่องความรับผิดของหุ้นส่วน
  • กิจการร่วมค้า (Joint Venture): เป็นการร่วมลงทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับคู่ค้า โดยอาจอยู่ในรูปแบบกิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล (Unincorporated Joint Venture) ซึ่งคู่สัญญาเพียงตกลงร่วมดำเนินงานและแบ่งผลกำไรระหว่างกัน หรือกิจการร่วมค้าที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล (Incorporated Joint Venture) ซึ่งคู่สัญญาจะร่วมกันจัดตั้งบริษัทและกำหนดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น รวมถึงการบริหารจัดการไว้ในข้อบังคับบริษัท (Articles of Association)

2. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) คืออะไร และมีผลต่อการลงทุนอย่างไร?

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยจำกัดการถือหุ้นและการประกอบธุรกิจบางประเภทที่รัฐเห็นว่ามีความสำคัญหรือควรสงวนไว้ให้คนไทยดำเนินการ

กฎหมายดังกล่าวแบ่งธุรกิจต้องห้ามหรือธุรกิจที่มีข้อจำกัดออกเป็น 3 บัญชี ได้แก่:

  • บัญชี 1 (List 1): ธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเด็ดขาด เช่น ธุรกิจหนังสือพิมพ์ การทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือการค้าขายที่ดิน
  • บัญชี 2 (List 2): ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ศิลปวัฒนธรรม หรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลก่อนดำเนินการ เช่น การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือการค้าโบราณวัตถุ
  • บัญชี 3 (List 3): ธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันกับต่างชาติ เช่น การสีข้าว การประมง และธุรกิจการประมูลสาธารณะ โดยคนต่างด้าวสามารถดำเนินธุรกิจในบัญชีนี้ได้หลังจากได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL)

นักลงทุนควรตรวจสอบก่อนว่าธุรกิจที่ต้องการดำเนินการอยู่ในบัญชีดังกล่าวหรือไม่ หากอยู่ในบัญชีที่มีข้อจำกัด อาจต้องวางแผนในการขอใบอนุญาต ใช้โครงสร้างร่วมทุนกับคนไทย (โดยคนไทยถือหุ้นอย่างน้อย 50%) ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือใช้สิทธิภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาไมตรีไทย-สหรัฐอเมริกา (Thai-American Treaty of Amity)

3. นักลงทุนต่างชาติจะขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ได้อย่างไร?

การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) ต้องยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Department of Business Development: DBD)

เอกสารประกอบคำขอจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับ:

  • ข้อมูลของนักลงทุนต่างชาติ
  • ลักษณะธุรกิจที่ประสงค์จะดำเนินการ
  • แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บุคลากรไทย
  • โครงสร้างองค์กรและการจ้างงาน
  • แผนการเงินและการลงทุน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ประโยชน์ที่ธุรกิจจะสร้างให้กับเศรษฐกิจไทย ความมั่นคงทางการเงินของบริษัท และการปฏิบัติตามกฎหมายไทย กระบวนการอนุมัติอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงควรเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ

4. นักลงทุนต่างชาติควรรู้อะไรเกี่ยวกับการซื้อที่ดินในประเทศไทย?

โดยทั่วไปแล้ว บุคคลและนิติบุคคลต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางประการ ได้แก่:

  • การเช่าที่ดิน (Leasehold): ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้สูงสุด 30 ปี และอาจมีสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่า
  • การถือครองห้องชุด (Condominium Ownership): ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ แต่สัดส่วนการถือครองของชาวต่างชาติในอาคารหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกิน 49% ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมด
  • การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินได้ หากที่ดินนั้นใช้สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
  • การจัดตั้งบริษัทไทย: นักลงทุนต่างชาติสามารถจัดตั้งบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อซื้อที่ดินได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน และหลีกเลี่ยงการใช้ “นอมินี” (Nominee) ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

5. นักลงทุนต่างชาติควรทราบกฎหมายแรงงานใดบ้าง?

ประเทศไทยมีกฎหมายแรงงานที่ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง นักลงทุนต่างชาติควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้:

  • ค่าจ้างขั้นต่ำ: นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด
  • เวลาทำงาน: เวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การทำงานล่วงเวลาต้องจ่ายค่าล่วงเวลา (OT) ตามกฎหมาย
  • ประกันสังคม: นายจ้างและลูกจ้างต้องร่วมกันส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล การว่างงาน และการเกษียณอายุ
  • ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง: ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน
  • ใบอนุญาตทำงานและวีซ่า: ชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

6. นักลงทุนต่างชาติต้องเสียภาษีอะไรบ้างในประเทศไทย?

ประเทศไทยจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ภาษีสำคัญที่นักลงทุนควรทราบ ได้แก่:

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT): อัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT): เรียกเก็บในอัตรา 7% สำหรับสินค้าและบริการส่วนใหญ่
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax: WHT): ใช้กับการจ่ายเงินบางประเภท เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าสิทธิ (Royalty)
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT): ชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 5% ถึง 35% ของรายได้ต่อปี

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreements: DTA) กับหลายประเทศทั่วโลก

7. BOI คืออะไร และช่วยเหลือนักลงทุนต่างชาติอย่างไร?

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย โดยมอบสิทธิประโยชน์แก่โครงการที่เข้าเกณฑ์ เช่น:

  • การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล: ยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 3 ปี 5 ปี หรือ 8 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ
  • การยกเว้นอากรขาเข้า: สำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบบางประเภท
  • สิทธิถือครองที่ดิน: อนุญาตให้บริษัทต่างชาติถือครองที่ดินเพื่อใช้ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม
  • วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน: มีระบบอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service สำหรับการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

การได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI มักต้องเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (ในหลายกรณี) และสร้างการจ้างงานภายในประเทศ

8. ปัญหาที่นักลงทุนต่างชาติมักพบในประเทศไทยมีอะไรบ้าง และควรรับมืออย่างไร?

ปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • เอกสารจำนวนมาก: แม้ว่าภาครัฐไทยจะพยายามลดขั้นตอนด้านเอกสารในการยื่นคำขอและการรายงานต่าง ๆ แต่หน่วยงานราชการยังคงต้องการเอกสารประกอบจำนวนมาก และการขาดเอกสารเพียงฉบับเดียวอาจทำให้เกิดความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ
  • อุปสรรคด้านภาษา: ในระดับปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานอาจไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย: กฎระเบียบของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้การติดตามและปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ ๆ เป็นเรื่องท้าทาย
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

บทสรุป

การลงทุนในประเทศไทยเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และทำความเข้าใจกฎหมายทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ การทำความเข้าใจประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษี จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ และลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

Top of Form

 

บริการของเรา

บทความอื่นๆ

RELATED INSIGHTS

Scroll to Top
LEGAL CONCEPT

If you’d like to contact us by email, please fill out the form below and we’ll get back to you within 24 hours.