มิถุนายน 27, 2025

การจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

การจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ต้นทุนการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องเข้าใจคือ การถือครองธุรกิจโดยชาวต่างชาติอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย และนักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างรอบคอบ

“บริษัทต่างชาติ” หมายถึง บริษัทที่มีการถือหุ้นโดยชาวต่างชาติทั้งทางตรงหรือทางอ้อมตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ก่อนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนต่างชาติทุกคนควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ เพื่อช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการจัดตั้งธุรกิจ

1. กำหนดให้ชัดเจนว่าธุรกิจที่จะดำเนินการในประเทศไทยคืออะไร

ธุรกิจแต่ละประเภทมีข้อจำกัดและข้อกำหนดด้านใบอนุญาตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งโรงงานในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าโดยทั่วไปถือเป็น “กิจการผลิต” (Manufacturing) ซึ่งไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL)

อย่างไรก็ตาม หากโรงงานดังกล่าวผลิตสินค้าตามคำสั่งเฉพาะของลูกค้า (Made-to-Order) ด้วย กิจกรรมดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็น “การให้บริการ” (Service Business) ซึ่งจะต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การทำความเข้าใจประเด็นนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้กระบวนการขออนุญาตเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น หากมีความจำเป็นต้องขอใบอนุญาต

2. ตรวจสอบว่าธุรกิจอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือไม่ (Specific Law)

หากธุรกิจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายเฉพาะ จะต้องได้รับใบอนุญาตตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดก่อนจึงจะสามารถดำเนินกิจการได้ นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทสงวนสิทธิ์ให้เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่สามารถถือหุ้นหรือดำเนินกิจการได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับ:

  • ประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
  • สถาบันการเงิน
  • ธุรกิจหลักทรัพย์
  • กิจการโทรคมนาคม
  • ธุรกิจจัดหางาน
  • ธุรกิจการศึกษา

ในกรณีดังกล่าว จะไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

3. ตรวจสอบว่าธุรกิจต้องห้ามหรือถูกจำกัดภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) หรือไม่

หากธุรกิจไม่ได้ถูกห้ามหรือจำกัดโดยกฎหมายเฉพาะ นักลงทุนจะต้องพิจารณาต่อว่าธุรกิจนั้นอยู่ในบัญชีใดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

  • บัญชี 1: ธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบโดยเด็ดขาด เช่น การค้าขายที่ดิน การทำเกษตรกรรม และกิจการกระจายเสียงหรือกระจายภาพ
  • บัญชี 2: ธุรกิจที่สามารถประกอบได้เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เช่น การขนส่งภายในประเทศ การค้าของเก่าไทย และการทำเหมืองแร่
  • บัญชี 3: ธุรกิจที่สามารถประกอบได้เมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เช่น งานก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง โฆษณา โรงแรม มัคคุเทศก์ และธุรกิจบริการ

หากธุรกิจของท่านอยู่ในบัญชี 2 หรือบัญชี 3 จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) จากกระทรวงพาณิชย์ กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานและผลการพิจารณาไม่ได้รับการรับรองว่าจะได้รับอนุมัติเสมอไป ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณาว่าธุรกิจของตนมีสิทธิได้รับการยกเว้นตามช่องทางต่าง ๆ ที่อธิบายไว้ด้านล่างหรือไม่

4. ตรวจสอบว่าธุรกิจสามารถได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอ FBL หรือไม่

ธุรกิจบางประเภทสามารถได้รับการยกเว้นจากการขอ FBL หากมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น การลงทุนขั้นต่ำ 100 ล้านบาท สำหรับธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก หรือการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบบางประการที่กำหนดให้ได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น:

  • สำนักงานผู้แทน (Representative Office)
  • สำนักงานภูมิภาคเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Regional Office)
  • การให้บริการตามสัญญากับหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
  • การให้บริการแก่บริษัทในเครือภายในประเทศไทย

5. ตรวจสอบว่าธุรกิจสามารถขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Certificate: FBC) แทน FBL ได้หรือไม่

แตกต่างจาก FBL ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณา FBC สามารถออกให้ได้หากธุรกิจมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น

  • ธุรกิจดำเนินการภายใต้สนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี เช่น ความตกลงการลงทุนอาเซียน (ACIA) ความตกลงกรอบอาเซียนว่าด้วยบริการ (AFAS) สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอเมริกา (Thai-US Treaty of Amity) ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) หรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเฉพาะสนธิสัญญาไทย-สหรัฐฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทสัญชาติอเมริกันถือหุ้นได้ 100% และได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าความตกลงอื่น
  • ธุรกิจอยู่ในบัญชี 2 หรือบัญชี 3 ของ FBA และได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 (BOI Promotion) หรือได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง BOI, IEAT และ EEC มอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและศุลกากร สิทธิพิเศษด้านการนำเข้าและส่งออก รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบต่าง ๆ

6. พิจารณาร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนชาวไทย หากมีความจำเป็น

หากธุรกิจถูกจำกัดโดยกฎหมายเฉพาะหรือ FBA และไม่สามารถถือหุ้นทั้งหมดหรือถือหุ้นข้างมากโดยชาวต่างชาติได้ อาจจำเป็นต้องร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนชาวไทย

สิทธิและผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติสามารถได้รับการคุ้มครองผ่านข้อตกลงต่าง ๆ เช่น:

  • สัญญาร่วมทุน (Joint Venture Agreement)
  • สัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ (Collaboration Agreement)
  • สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement)

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงสร้างถือหุ้นแบบนอมินี (Nominee Shareholding) ซึ่งผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นแทนหรือเพื่อประโยชน์ของชาวต่างชาติ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานภาครัฐของไทย

7. แม้ว่าธุรกิจจะไม่ถูกจำกัด ก็ยังต้องปฏิบัติตาม FBA

หากธุรกิจไม่ได้ถูกห้ามหรือจำกัดภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือ FBA และสามารถถือหุ้นทั้งหมดหรือส่วนใหญ่โดยชาวต่างชาติได้ ก็ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FBA

ตัวอย่างเช่น:

  • ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท
  • ต้องได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักในประเทศไทย

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมและเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน ขอแนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญก่อนดำเนินการลงทุน

Setting Up a Business in Thailand for a Foreign Investor

บริการของเรา

บทความอื่นๆ

RELATED INSIGHTS

Scroll to Top
LEGAL CONCEPT

If you’d like to contact us by email, please fill out the form below and we’ll get back to you within 24 hours.