สัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นในประเทศไทย: ประเด็นทางกฎหมายที่นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจควรพิจารณา
แนวทางการจัดโครงสร้างและร่างสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นภายใต้กฎหมายไทย
บทนำ
สัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้น (Share Option Agreement) เป็นข้อตกลงที่ให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทตามราคาที่ตกลงกัน ภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ โดยผู้ถือสิทธิไม่มีหน้าที่ต้องใช้สิทธิดังกล่าว
ในประเทศไทย สัญญาประเภทนี้มักใช้ในการร่วมทุน การลงทุนจากต่างประเทศ การเข้าซื้อกิจการ และการจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น โดยช่วยให้นักลงทุนสามารถกำหนดสิทธิในการถือหุ้นในอนาคตได้โดยยังไม่ต้องโอนหุ้นในทันที
อย่างไรก็ตาม การร่างสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นให้มีประสิทธิผลจำเป็นต้องคำนึงถึงกฎหมายบริษัทของไทย ข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างด้าว และความสามารถในการบังคับตามสัญญา
1. กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายไทย
ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับกับสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทจำกัดเป็นการเฉพาะ โดยทั่วไปสัญญาดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักกฎหมายสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (“ป.พ.พ.”)
คู่สัญญาสามารถเจรจาตกลงเงื่อนไขของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ตราบเท่าที่วัตถุประสงค์และข้อกำหนดไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน
สิ่งสำคัญคือ การทำสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในหุ้นโอนไปโดยอัตโนมัติ การโอนหุ้นจริงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ป.พ.พ. กำหนด
ตามมาตรา 1129 แห่ง ป.พ.พ. การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยหนึ่งคน โดยต้องระบุหมายเลขหุ้นที่โอนด้วย อีกทั้งการโอนหุ้นจะใช้ยันบริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท
2. ประเภทของสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้น
สิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นแบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก ได้แก่
สิทธิเลือกซื้อหุ้น (Call Option): ให้สิทธิแก่ผู้ถือสิทธิในการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมตามราคาที่ตกลงกันหรือวิธีคำนวณราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
สิทธิเลือกขายหุ้น (Put Option): ให้สิทธิแก่ผู้ถือสิทธิในการกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งรับซื้อหุ้นเมื่อเกิดสถานการณ์ตามที่ตกลงกัน
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนต่างชาติที่เข้าร่วมทุนกับผู้ถือหุ้นชาวไทยอาจเจรจากำหนดสิทธิเลือกซื้อหุ้นเพิ่มเติม โดยการใช้สิทธิต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันและข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในทำนองเดียวกัน สิทธิเลือกขายหุ้นอาจใช้เป็นกลไกในการออกจากการลงทุน หากกิจการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
3. ข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างด้าว
ข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของคนต่างด้าวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดในการจัดทำสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นในประเทศไทย
ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (“พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว”) โดยทั่วไป บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยจะถือเป็นคนต่างด้าวหากคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน
การประกอบธุรกิจบางประเภทที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอาจต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรืออาศัยข้อยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน
ดังนั้น สิทธิเลือกซื้อหุ้นที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติได้หุ้นเพิ่มขึ้นจึงต้องออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้การใช้สิทธิส่งผลให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวหรือกฎหมายเฉพาะของธุรกิจนั้น
ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในกรณีที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นแทนนักลงทุนต่างชาติ การจัดให้มีผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างด้าวเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายไทย
จึงไม่ควรใช้สัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นเป็นเครื่องมือปกปิดการถือหุ้นโดยคนต่างด้าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4. ข้อกำหนดสำคัญของสัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้น
สัญญาที่ร่างอย่างเหมาะสมควรกำหนดเรื่องต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
หุ้นที่อยู่ภายใต้สิทธิ (Option Shares): ระบุจำนวน ประเภท และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของหุ้น
ราคาใช้สิทธิ (Exercise Price): กำหนดราคาซื้อขายที่แน่นอน หรือกลไกประเมินมูลค่าที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เช่น สูตรคำนวณที่ตกลงกันหรือการประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ
ระยะเวลาใช้สิทธิ (Exercise Period): กำหนดช่วงเวลาที่สามารถใช้สิทธิและวันสิ้นสุดสิทธิ
วิธีการใช้สิทธิ (Exercise Procedure): กำหนดวิธีแจ้งการใช้สิทธิ วิธีชำระเงิน และระยะเวลาดำเนินการโอนหุ้นให้แล้วเสร็จ
เงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent): ระบุการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล มติหรือการอนุมัติภายในบริษัท และเงื่อนไขตามสัญญาอื่นที่จำเป็น
คำรับรองและการรับประกัน (Representations and Warranties): กำหนดให้ผู้ถือหุ้นผู้ขายรับรองความเป็นเจ้าของหุ้นและเปิดเผยการจำนำ ภาระผูกพัน หรือข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง
การผิดสัญญาและการเยียวยา (Default and Remedies): กำหนดผลของการปฏิเสธโอนหุ้น การฝ่าฝืนหน้าที่ตามสัญญา หรือการไม่สามารถดำเนินธุรกรรมให้เสร็จสิ้น
การกำหนดข้อความอย่างชัดเจนช่วยลดข้อพิพาทและเอื้อต่อการบังคับตามสัญญา
5. ข้อจำกัดการโอนหุ้นและเอกสารของบริษัท
ก่อนลงนามในสัญญา คู่สัญญาควรตรวจสอบข้อบังคับของบริษัทและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement) ที่มีอยู่โดยละเอียด
เอกสารเหล่านี้อาจกำหนดข้อจำกัดในการโอนหุ้น สิทธิในการซื้อก่อน (Right of First Refusal) หรือเงื่อนไขว่าต้องได้รับอนุมัติจากบริษัทหรือผู้ถือหุ้น
สิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นควรสอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว และหากจำเป็นควรดำเนินการแก้ไขหรือขอหนังสือสละสิทธิที่เกี่ยวข้อง
หากสัญญาครอบคลุมหุ้นที่ออกใหม่แทนหุ้นที่มีอยู่เดิม ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มทุนและการเสนอขายหุ้นใหม่ตาม ป.พ.พ. ด้วย
6. การบังคับตามสัญญาและมาตรการคุ้มครองในทางปฏิบัติ
แม้สัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นอาจก่อให้เกิดหน้าที่ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ก็อาจเกิดปัญหาหากผู้ถือหุ้นที่ให้สิทธิปฏิเสธลงนามในเอกสารโอนหุ้นที่จำเป็นในภายหลัง
นักลงทุนจึงควรพิจารณามาตรการคุ้มครองเพิ่มเติมในสัญญา เช่น หน้าที่ให้ความร่วมมือในการโอนหุ้น ข้อจำกัดการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นที่อยู่ภายใต้สิทธิ และมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมเมื่อมีการผิดสัญญา
ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต คู่สัญญาอาจพิจารณาการจัดให้มีผู้รับฝากทรัพย์หรือเอกสารตามข้อตกลง (Escrow) หรือมาตรการอื่นเพื่อให้การปิดธุรกรรมสำเร็จ
อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดในสัญญาไม่อาจยกเว้นบทบัญญัติบังคับของกฎหมาย และไม่สามารถรับประกันได้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้โอนหุ้นในทุกกรณี
7. ประเด็นภาษีและอากรแสตมป์
การใช้สิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นอาจก่อให้เกิดภาระภาษี โดยขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกรรม บุคคลที่เกี่ยวข้อง และค่าตอบแทนที่ชำระ
ประเด็นที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายหุ้น หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด และอากรแสตมป์สำหรับตราสารโอนหุ้น
โดยทั่วไป อากรแสตมป์สำหรับตราสารโอนหุ้นคำนวณในอัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ของจำนวนที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วกับมูลค่าที่ระบุในตราสาร
ควรตรวจสอบผลกระทบทางภาษีก่อนการให้สิทธิหรือก่อนการใช้สิทธิ
บทสรุป
สัญญาสิทธิเลือกซื้อหรือขายหุ้นเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประโยชน์ในการวางโครงสร้างการลงทุน คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัทในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของสัญญาขึ้นอยู่กับการร่างอย่างรอบคอบและการปฏิบัติตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องการโอนหุ้น ข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างด้าว และการบังคับตามสัญญา
นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายที่เหมาะสมก่อนทำสัญญา เพื่อให้วัตถุประสงค์ทางธุรกิจบรรลุผลผ่านโครงสร้างที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถบังคับได้
ข้อสงวนสิทธิ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือภาษี การใช้กฎหมายไทยในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในเวลาที่เกี่ยวข้อง